บทที่ 8 นางเอกต้องน่าสงสารเสมอ
บทที่ 8
นางเอกต้องน่าสงสารเสมอ
การทะเลาะกันของกุ้ยเฟยและองค์ชายรองตอนนี้ถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู ยิ่งเป็นช่วงก่อนงานเลี้ยงใหญ่ที่จะมีขึ้นยิ่งได้รับความสนใจ อีกอย่างฝั่งของตระกูลอินก็ดูจะไม่พอใจมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเมื่อวานคุณหนูอินผิงถูกพากลับจวนมาในสภาพที่เรียกได้ว่าเละจนดูไม่ได้ เสื้อผ้าเปียกไปทั้งชุด ใบหน้านองน้ำตากรีดร้องมาตลอดทาง โดยผู้ที่พาตัวกลับมาคือมหาเสนาบดีอินผู้เป็นปู่
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ต่างบอกว่าที่คุณหนูอินผิงเปียกเช่นนี้ด้วยนางเข้าไปต่อว่าหาเรื่องคุณหนูฉีฉีที่กำลังนั่งเล่นในสวนดอกไม้ ทั้งสองทะเลาะกันครู่ใหญ่จนคุณหนูอินผิงเข้าไปตบตีจนพลาดท่า เป็นฝ่ายล้มลงที่บ่อน้ำตื้น ๆ ต่อมาไม่นานองค์ชายรองที่ตามมาเดินมาพบเข้า ต่อว่านางและพาคุณหนูฉีฉีกลับออกไปจากสวน
นี่คือข่าวที่ผู้คนได้ ส่วนคนที่ออกปากพูดก็เป็นเพียงคนหาของป่าที่บังเอิญผ่านไปเห็นกับภรรยาจึงเอาออกมาพูด
“ข้าเห็นกับตานะเจ้าคะ คุณหนูฉีฉีนางนั่งเล่นอยู่แท้ ๆ แต่อยู่ดี ๆ คุณหนูอินผิงก็วิ่งเข้ามาตะคอกด่าทอ ทำให้นางถึงกับร้องไห้ มีสีหน้าตกใจปนหวาดกลัว ไหนจะเข้ามาทำร้ายนางอีก ดีแค่ไหนที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“จริงหรือ คุณหนูอินผิงนางไม่น่าใช่คนแบบนั้นนะ”
“ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อ แต่ยิ่งเห็นนางตบตีคุณหนูฉีฉีข้ายิ่งมั่นใจ ครั้นจะเข้าไปช่วยก็กลัวภัยจะมาถึงตัว ดีที่องค์ชายรองมาพบเขาจึงช่วยนางเอาไว้ได้”
“แต่ข้าว่าคุณหนูฉีฉีผู้นั้นสมควรโดนนะ เพราะกล้าไปเรียกร้องความสนใจจากองค์ชายรอง เป็นสตรีน่าไม่อายโดยแท้”
คุณหนูผู้หนึ่งที่ฟังเรื่องเล่ามาแต่ต้นก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชอบใจ
“จะพูดแบบนั้นได้ยังไงกัน นางน่าสงสารออก ทั้งที่เพิ่งมาเมืองหลวงแต่ถูกตระกูลใหญ่หมายหัวเช่นนี้ อนาคตคงไม่ดีแน่”
“อย่าห่วงนางเลย ยังไงองค์ชายรองก็ช่วยนางอยู่แล้ว ดูจากที่องค์ชายรองเลือกนางถึงสองครั้ง รอดูไปดีกว่าว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง”
เสียงของผู้คนเริ่มโต้เถียงกันหนักมากยิ่งขึ้น เพราะมีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ แต่ผู้ที่เชื่อก็เยอะกว่ามาก ด้วยพื้นฐานนิสัยของอินผิงเป็นคนหยิ่งยโส ทั้งยังหึงหวงองค์ชายรองมากกว่าอะไร สตรีไหนที่กล้าเข้าใกล้ต้องถูกนางกลั่นแกล้งเสมอ
ส่วนน้อยที่ไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเรื่องนี้ออกจะแปลก ไหนจะเรื่องความสัมพันธ์ขององค์ชายรองและฉีฉีที่ดูประหลาดเพราะทั้งสองดูสนิทสนมกันเกินไป เรียกว่าเกินหน้าเกินตาคู่หมั้นอย่างอินผิงด้วยซ้ำ
ในจวนอันตอนนี้แต่ละคนต่างก็ทำสีหน้าไม่ถูก จะมีปกติเพียงแค่ฮูหยินเอกของจวนอย่างเมิ่งจื่ออี้และอี้เยว่ที่นั่งกินขนม จิบน้ำชา ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไร
อันเกาหมิงที่กลับจากจบงานเลี้ยงใหญ่ต้องกลับไปประจำการรู้สึกไม่ดี เขาห่วงบุตรสาวคนที่สองมากและยังห่วงว่าตระกูลอินจะเล่นงานตนเองอีกด้วย
จ้าวเสี่ยวยิ่งแล้วใหญ่ แก่จนจะตายวันไหนยังไม่รู้ ต้องมานั่งคิดมากกับเรื่องพวกนี้
“ไหนพูดมาซิ ว่าเรื่องมันเกิดอะไรยังไง”
สุดท้ายจ้าวเสี่ยวที่เป็นฮูหยินผู้เฒ่าของจวนก็เอ่ยปากถามหลานสาว ตั้งแต่กลับมาได้เพียงสองวัน แต่ละวันเกิดเรื่องจนนั่งไม่ติด ไหนจะมีเรื่องกับตระกูลอินทั้งสองครั้ง
ความสัมพันธ์ของหลานสาวคนที่สองกับองค์ชายรองนางรับรู้ตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นเด็ก แต่นั่นมันนานหลายปีมาแล้ว ไม่นึกเลยว่าผ่านมานานขนาดนี้เรื่องพวกนี้ยังจะกลับมา ถ้ารู้แบบนี้นางจะรอให้องค์ชายรองแต่งงานเสียก่อนจึงจะรับตัวหลานสาวมา
ความรักของเด็กใครจะคิดว่าองค์ชายรองจะเอามาคิดจริงจัง เมื่อมองไปที่หลานสาวคนโตก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ด้วยใคร ๆ ก็รู้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนกุ้ยเฟยออกปากจะให้อี้เยว่แต่งเป็นชายาเอกอีกคนขององค์ชายรอง
พี่น้องจะใช้สามีคนเดียวกันได้ยังไง มันดูไม่งาม
เรื่องนี้ทำเอาผู้เป็นย่าของเด็กทั้งสองอย่างนางคิดไม่ตก กินข้าวไม่ได้ น้ำชายังฝืดคอ พอมองหลานสองคน คนโตกลับไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ทั้งยังไม่มีท่าทางว่าจะเอายังไง ส่วนคนเล็กก็เอาแต่ก้มหน้าท่าทางรู้สึกผิด
ฉีฉีลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าคนทั้งหมด ใบหน้าหวานมีหยาดน้ำตา ไม่นานเสียงเข่าทั้งสองข้างก็กระแทกลงบนพื้นไม้เสียงดังพร้อมกับพูดออกมาทั้งน้ำตา
“ท่านพ่อ ท่านย่า ท่านแม่ ข้าผิดเองเจ้าค่ะ ข้าทำให้เรื่องเกิดขึ้น เป็นข้าที่ผิดเอง”
จ้าวเสี่ยวที่อยากจะต่อว่าถึงกับพูดไม่ออก หลานสาวถึงขั้นคุกเข่าขนาดนี้ ไหนจะร่ำไห้ออกมาปานจะขาดใจอีก
“น้องสาว เจ้าลุกขึ้นก่อนเถอะ พวกข้าเพียงถามว่าวันนั้นเกิดอะไรกันแน่เท่านั้น ไม่ได้ต่อว่าเจ้าสักหน่อย เจ้าเองก็รู้ว่าถึงตระกูลอินจะมีอำนาจ แต่อย่าลืมว่าข้าที่เป็นพี่สาวเจ้าเป็นใคร หากเจ้าไม่ผิด ข้าไม่มีทางทอดทิ้งเจ้าแน่”
ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เสียงหวานสดใจของอี้เยว่ก็ดึงความสนใจของทุกคนได้ชะงัดนัก จ้าวเสี่ยวมองมาที่หลานสาวคนโตด้วยใบหน้าภูมิใจ อันเกาหมิงมองบุตรสาวที่เหมือนมารดาอย่างยินดี
สำหรับอันเกาหมิง บุตรสาวผู้นี้ของเขาพึ่งพาได้
“จริงอย่างที่พี่สาวเจ้าว่า บอกแม่มาทีว่าเรื่องเป็นยังไง เราอย่าเพิ่งคิดมาก ส่วนเจ้าไม่ควรโทษตัวเอง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันไม่ได้ถึงขั้นคอขาดบาดตาย”
เมิ่งจื่ออี้ในฐานะนายหญิงของจวนมองเด็กสาวด้วยสายตาเอ็นดูปนสงสาร
ฉีฉีเงยหน้าขึ้นมา หยาดน้ำตาดั่งเม็ดไข่มุกสีใสยังกลิ้งลงมาจากดวงตากลมโตไม่หยุดราวกับจะบอกว่าตัวนางนั้นอึดอัดกับเรื่องนี้มากขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้เต็มปาก
“เมื่อวานข้าไปนั่งเล่นที่สวนเจ้าค่ะ เพราะวันก่อนเกิดเรื่อง ข้าไม่กล้าเข้าไปในเมือง มีคนบอกว่าสวนนอกเมืองสวยมาก อากาศดี ดอกไม้บานสะพรั่ง ข้าจึงไปนั่งเล่นเขียนบทกวี ไม่นึกว่าคุณหนูอินผิงนางจะไปที่นั่น พอนางเห็นข้านางก็เข้ามาต่อว่าและกล่าวว่าข้าคือนังแพศยา ฉีฉีพยายามอธิบายแต่นางไม่ฟัง ทั้งยังเข้ามาตบตี ข้าทำได้เพียงปัดป้องจนนางตกธารน้ำข้าง ๆ ต่อมาองค์ชายรองก็มาช่วยข้าเอาไว้และพาออกมาเจ้าค่ะ”
สีหน้าทุกคนตอนนี้ไม่ได้มองฉีฉีแต่ย้ายไปมองอี้เยว่ที่ยังใบหน้าราบเรียบ
อี้เยว่เข้าใจความคิดของทุกคน นางยิ้มหวานให้น้องสาว
“หากเป็นอย่างเจ้าว่าก็ไม่ผิด แต่พี่สาวจะเตือนอะไรสักอย่าง การที่เจ้ากลับมาแล้วสนิทสนมกับองค์ชายรอง คุณหนูอินผิงไม่พอใจเป็นเรื่องปกติ ฉีฉี…มันไม่มีใครชอบให้คนรักของตัวเองไปสนิทกับสตรีอื่น”
ฉีฉีเงยหน้ามองพี่สาวด้วยสายตาสำนึกผิดและเจ็บปวดในเวลาเดียวกันจนต้องเม้มปากแน่น
“ข้าผิดเองเจ้าค่ะ และข้าขอโทษพี่สาวด้วยที่ทำให้ท่านลำบากทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็กำลังจะแต่งกับองค์ชายรองแท้ ๆ”
น้ำเสียงและสีหน้าที่ราวกับว่าฟ้าถล่มของฉีฉีช่างบอกความรู้สึกของเด็กสาวได้ดีว่านางเสียใจ และกำลังใจสลายมากแค่ไหนที่ต้องมองพี่สาวของตัวเองแต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก
จ้าวเสี่ยวเองก็สงสารหลานสาวผู้นี้ แต่ถึงยังไงก็เป็นอื่นไม่ได้ คนที่เหลียงฟางกุ้ยเฟยต้องการคืออี้เยว่ ไม่ใช่ฉีฉี ฉะนั้นจะแก้ก็ยากแล้ว เพราะมันคือความต้องการของคนที่อำนาจล้นมือ
อันเกาหมิงเองก็รู้สึกผิดและสงสาร ความรู้สึกของบุตรสาวคนที่สองกับองค์ชายรองเขารู้มานานแล้ว ก่อนมารดาอีกฝ่ายตาย เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาช่วยอะไรไม่ได้ ความรักและอำนาจไปด้วยกันได้ที่ไหน หากต้องการอำนาจต้องทิ้งความรัก และเขาเชื่อว่าองค์ชายรองสุดท้ายต้องเลือกอำนาจให้ตัวเอง แล้วละทิ้งบุตรสาวของเขา
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่คิดแต่งให้องค์ชายรอง”
คำตอบของอี้เยว่ทำเอาทุกคนถึงกับตกใจ โดยเฉพาะ
จ้าวเสี่ยวที่ใบหน้าแตกตื่น
“อี้เยว่ เจ้าจะขัดพระประสงค์กุ้ยเฟยได้หรือ”
เมิ่งจื่ออี้ถามบุตรสาวด้วยความกังวล อย่างไรนี่คือการบังคับทางอ้อมเพราะกุ้ยเฟยพูดขึ้นมาต่อหน้าคนทั้งงานเลี้ยงน้ำชา แล้วหากอี้เยว่ไม่แต่งจะไม่เป็นการฉีกหน้ากุ้ยเฟยหรือ
“นั้นสิ เจ้าอย่าได้พูดเหลวไหล”
จ้าวเสี่ยวตกใจจนต้องเอามือขึ้นมากุมอก หลานสาวของนางพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ยังไงกัน
“ข้าพูดจริงเจ้าค่ะ คนที่ข้าจะแต่งงานด้วยเขาต้องมีข้าเป็นภรรยาเพียงคนเดียว เรื่องนี้ท่านย่าก็รู้ ข้ายึดถือเรื่องนี้มาก กุ้ยเฟยเองก็ไม่สามารถบีบบังคับข้าได้”
จ้าวเสี่ยวยิ่งเถียงไม่ออก เพราะนางเคยถามหลานสาวแล้ว และหลานสาวบอกว่าไม่มีทางแต่งงานกับคนที่มากเมีย นางจะต่อว่าก็ไม่ได้ ด้วยนี้คือความคิดที่ได้มาจากมารดา ได้แต่ด่ามารดาอีกฝ่ายในใจที่ทำให้หลานสาวของนางคิดแปลกกว่าคนอื่นและคิดจะทำตามมารดา
“น้องสาว เจ้าอย่ากังวล หากเจ้าอยากแต่งให้องค์ชายรอง พี่สาวจะช่วย”
ฉีฉีส่ายหน้า นางคลานเข้าไปกอดเข่าพี่สาวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมามากยิ่งขึ้น
“ข้าไม่แต่งเจ้าค่ะ ที่องค์ชายรองเข้ามาช่วยเพราะสงสารเท่านั้น คนอย่างองค์ชายรองจะสนใจข้าได้ยังไงกัน ข้าไม่อยากทำให้ทุกคนกังวลและข้าไม่อยากแย่งชิงวาสนาของท่านพี่ องค์ชายรองเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้วด้วย อีกอย่างหากข้าแต่ง ไม่แน่ว่าข้าต้องถูกกลั่นแกล้ง”
ท่าทางหวาดกลัวของฉีฉีเรียกได้ว่าน่าสงสารจนทุกคนพูดไม่ออก ในสายตาอี้เยว่ มันคือการแสดงที่ไร้ที่ติ
“แต่เท่าที่ดู องค์ชายรองชอบเจ้ามาก วันนั้นที่ร้านอาภรณ์ยังออกหน้าช่วยเจ้า เมื่อวานก็อีกหน ส่วนเรื่องตระกูลอินเชื่อว่าองค์ชายรองจะจัดการเอง หากเขารักเจ้าชอบเจ้าจริง ๆ เขาต้องพยายาม”
ฉีฉีสะอื้นจนตัวโยก เงยหน้ามองพี่สาวที่กำลังมองนางด้วยสายตาที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่สายตาของคนที่สงสารเอ็นดู แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ไม่ได้ดูร้ายกาจหรือว่ามีแผนการร้าย ทำให้ฉีฉีไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดทำอะไรกันแน่ หรือว่าต้องการช่วยนางจริง ๆ อย่างปากว่า
“พวกเจ้าสองพี่น้องพอได้แล้ว เราต้องดูท่าทีตระกูลอินเสียก่อนว่าพวกเขาจะว่ายังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ มหาเสนาบดีอินกุมอำนาจขุนนางมาก ไม่แน่ว่าคงขัดขวาง ย่าอยากให้เจ้าทำใจเอาไว้ ถึงพี่สาวเจ้าไม่แต่งเข้าไป แต่เจ้าก็อาจจะไม่ได้แต่ง เข้าใจที่ย่าพูดใช่หรือไม่”
ฉีฉีใบหน้าสลด พยักหน้าเข้าใจอย่างว่าง่าย
อี้เยว่มองไปที่น้องสาวที่ก้มหน้ามองพื้น ตัวสั่นไปทั้งตัวเพราะร้องไห้มานาน ช่างดูน่าสงสารจริง ๆ
นางเอกมันต้องน่าสงสารแบบนี้ตลอดเลยหรือยังไงกัน
ส่วนพระเอกตอนนี้ ไม่รู้ว่าหาทางเอาตัวรอดจากโทสะมารดาตัวเองได้หรือไม่ สนุกจริง ๆ การเล่นบทเป็นผู้หวังดีมันช่างเป็นงานที่นางชมชอบ
